หมู่บ้านหนองอาบช้าง

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านหนองอาบช้าง

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

มีคำบอกเล่าสืบต่อมาจากผู้สูงอายุภายในหมู่บ้านว่าในอดีตขุนหลวงวิลังคะหัวหน้าชาวลั๊วะที่อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพและพระนางจามเทวีผู้ครองเมืองหริภุญไชยได้มีการกำหนดเขตแดนของทั้ง 2 เมืองให้ชัดเจน โดยปล่อยให้ช้างของพระนางจามเทวีที่ชื่อว่า “ช้างปู่ก่ำงาเขียว” เดินทางหาอาหารไปเรื่อยๆ หากช้างเดินทางไปสิ้นสุดที่ไหนก็ให้ถือว่าที่นั่นเป็นเขตสิ้นสุดของเมืองหริภุญไชย ขบวนช้างได้เดินทางไปสิ้นสุดที่ลำห้วยเขียวแล้วจึงเดินทางกลับ ระหว่างเดินทางกลับขบวนช้างได้แวะเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกหนองน้ำดังกล่าวว่า “หนองอาบช้าง” เมื่อมีการตั้งบ้านเรือนขึ้นในบริเวณนั้นจึงตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหนองอาบช้าง”

การทอผ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับหมู่บ้านหนองอาบช้างมานานสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย โดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านหนองอาบช้างจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและทำการทอผ้าในยามว่าง ในอดีตจะมีผ้าทออยู่ 2 สี คือ สีขาว และสีตุ่น ซึ่งเป็นสีธรรมชาติซึ่งได้มาจากต้นฝ้าย ชาวบ้านจะปลูกต้นฝ้ายควบคู่ไปกับการทำนา โดยจะใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือนจึงจะเริ่มเก็บดอกฝ้ายในช่วงฤดูหนาวแล้วนำดอกฝ้ายเหล่านั้นไปผ่านกรรมวิธีการเตรียมฝ้าย โดยเริ่มจากการนำฝ้ายไปตากแดดแล้วนำฝ้ายมาอีดหรือแยกเพื่อเอาเมล็ดออกมา หลังจากนั้นจึงนำฝ้ายไปดีดเพื่อให้เส้นฝ้ายพองขึ้นแล้วจึงทำลูกหลี ก่อนจะนำลูกหลีที่ได้มานั้นไปปั่นจนได้ออกมาเป็นเส้นฝ้ายเพื่อจะนำไปทอเป็นผ้าทอเพื่อใช้กันภายในครัวเรือน ไม่ว่าจะนำไปใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งทอเป็นจีวรให้ลูกหลานเมื่อบวช ในขณะนั้นผ้าทอที่หมู่บ้านหนองอาบช้างจะเป็นผ้าทอสีพื้น ไม่มีการผสมสีหรือการทอเป็นลวดลายสวยงามแบบในปัจจุบัน

การทอผ้าเพื่อใช้เองภายในครัวเรือนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นการทอผ้าเพื่อขายตั้งแต่ปี พ.ศ.2526เมื่อเจ้าหน้าที่จากพัฒนาชุมชน อำเภอจอมทอง ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพให้แก่สมาชิกหมู่บ้านหนองอาบช้างและได้จัดตั้งกลุ่มแม่บ้านและกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น ทางกลุ่มแม่บ้านก็ได้กู้เงินจากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อมาใช้ตั้งกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างและเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในกลุ่ม เจ้าหน้าที่จากพัฒนาชุมชนได้จัดวิทยากรเข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีเส้นด้ายด้วยวัสดุจากธรรมชาติ การผสมสีใหม่และการทอผ้าลายต่างไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าแบบ 4 ตะกอ  โดยทอเป็นลวดลายต่างเช่น ลายขัดธรรมดาซึ่งเป็นการทอแบบ 2 ตะกอเป็นลายผ้าพื้นธรรมดา ตกแต่งลวดลายด้วยการสลับสีและลายดีดอกแก้วซึ่งเป็นการทอแบบ 4 ตะกอ ซึ่งเป็นลวดลายในขั้นตอนของการเก็บตะกอก่อนการทอเป็นลายสี่เหลี่ยมขนาดเล็กกับใหญ่ซ้อนกัน นอกจากนั้นยังมีการนำผ้าทอของหมู่บ้านไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ โดยได้นำผ้าทอมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าที่สวยงามสำหรับคนทุกเพศทุกวัยแล้วจึงนำเศษผ้าที่เหลือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นเช่น ผ้ารองจาน กระเป๋าเงิน กระเป๋าโทรศัพท์ และรองเท้าแตะในบ้าน เป็นต้นโดยตอนต้นนั้นภายในกลุ่มมีสมาชิกเพียง 4-5 คนที่สนใจเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการทอผ้า โดยมีคุณป้าปรีดา จันตาโลกเป็นผู้ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม

หลังจากที่สมาชิกกลุ่มสามารถทอผ้าได้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนก็ได้สนับสนุนผลงานของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามา หลังจากนั้นในกลุ่มได้มีการทำการตลาดใหม่ทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น การทอผ้าจึงได้รับความสนใจในหมู่ชาวบ้านหนองอาบช้างตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา สมาชิกหมู่บ้านหนองอาบช้างก็เข้ามาศึกษาวิธีการทอผ้ามากขึ้นและได้ร่วมกันพัฒนาเทคนิคและลวดลายใหม่ให้กับผ้าทอของกลุ่ม โดยสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างได้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมโดยเดินทางไปดูงานตามสถานที่ต่างที่มีการทอผ้าไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดสุรินทร์ ขอนแก่น และหมู่บ้านอื่นในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งในแต่ละที่นั้นก็จะมีผ้าทอที่เป็นเอกลักษณ์และเทคนิคการทอผ้าเฉพาะตัวที่สามารถนำกลับมาพัฒนาผ้าทอของหมู่บ้านหนองอาบช้างได้ ทางกลุ่มได้เริ่มทำผ้าทอลายประยุกต์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2540ซึ่งลายประยุกต์ลายแรกคือลายมัดหมี่ล้านนาซึ่งเป็นผ้าทอสองตะกอ แบบลายขัด แต่จะมีลายมัดหมี่ผสมอยู่ในตัว

หลังจากนั้นทางกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างได้พยายามสร้างสรรค์และพัฒนาผ้าทอแบบใหม่ขึ้นมาอีกเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ด้วยความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้าง พวกเขาจึงสามารถสร้างสรรค์ผ้าทอลายใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.2546ซึ่งผ้าทอลายใหม่นี้ได้มาจากการนำลายมัดหมี่โบราณมาปรับปรุงประยุกต์ให้เข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ทำให้เกิดเป็นผ้าทอลายใหม่ที่เรียกว่าลาย "มัดหมี่ประยุกต์" ซึ่งเป็นผ้าทอผ้าลายมัดมัดหมี่ล้านนาที่มีการแซมกับเส้นสี การออกแบบลายใหม่นี้คุณป้าปรีดา จันตาโลก ได้ใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่นานกว่า 2เดือน จึงจะได้ผ้าทอที่สวยถูกใจ

เสียงกะโหลกกระทบกับอกม้าของกี่ทอผ้าดังกุบกับดังกังวานชัดเจนมากขึ้น เมื่อผ้าทอของบ้านหนองอาบช้างได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับมากในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากปริมาณคำสั่งซื้อผ้าทอของกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างที่มีเข้ามากถึงเดือนละ 200 – 500 เมตร นอกจากนั้นยังได้มีการส่งผ้าทอไปขายทั้งในและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ความต้องการผ้าทอเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าทอได้กลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวหนองอาบช้างและมีชาวบ้านบางส่วนได้หันมาทำอาชีพทอผ้าเป็นอาชีพหลักโดยมีสมาชิกในกลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างเพิ่มขึ้นเป็น 39คน

กลุ่มทอผ้าบ้านหนองอาบช้างได้จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ผ้าทอที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขึ้นเมื่อวันที่ 4พฤษภาคม พ.ศ.2556 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อมบางเขน ภายในศูนย์วิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านหนองอาบช้างนี้ได้จัดพื้นที่ให้เป็นจุดเรียนรู้การทอผ้าทั้งหมด 5จุด ได้แก่ จุดเรียนรู้และสาธิตการประหยัดพลังงาน จุดเรียนรู้การจัดการและบำบัดน้ำเสีย จุดสาธิตกระบวนการผลิตผ้าฝ้ายทอมือแบบกี่กระตุก จุดเรียนรู้การเก็บและการคัดแยกวัตถุดิบที่ใช้ย้อมสีธรรมชาติ และงานปรับปรุงทัศนียภาพและภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ทางศูนย์เรียนรู้ได้เปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการย้อมสีผ้าด้วยวัสดุธรรมชาติและการทอผ้าได้ 


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน