หมู่บ้านหนองยางไคล

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านหนองยางไคล

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

ในอดีตหมู่บ้านหนองยางไคลเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่น้อย อาชีพหลักของคนในหมู่บ้านคือการทำไร่ทำสวนซึ่งสร้างรายได้ไม่เพียงพอที่จะส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ชาวบ้านจึงต้องพยายามหาอาชีพเสริม พ่อหลวงสิงห์ชัย ปะระดี ซึ่งเดิมเป็นพ่อค้าจึงนำงานแกะสลักไม้เข้ามาเผยแพร่ เริ่มต้นพ่อหลวงสิงห์ชัยได้ไปศึกษาการแกะสลักไม้จากพ่อหนานรอด หรือ พ่อหลวงน้อยซอน จินะปัญโญ ที่หมู่บ้านท้องฝาย (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) พ่อหลวงน้อยซอนเป็นสล่า (ภาษาถิ่น แปลว่า ช่าง) ที่ไปทำงานที่บ้านบ่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นพ่อหลวงสิงห์ชัยยังนำตัวอย่างช้างแกะสลักจากจังหวัดเชียงใหม่มาจุดประกายให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจที่จะทำไม้แกะสลักกัน ดังนั้นผลงานชิ้นแรกของหมู่บ้านจึงออกมาเป็นช้างแกะสลัก ผลิตภัณฑ์ในช่วงแรกได้นำไปจำหน่ายที่ร้านมิ่งฟ้าและร้านวิชยานนท์ ย่านประตูท่าแพ ในจังหวัดเชียงใหม่
 
ช่วงแรกทางหมู่บ้านแกะสลักเฉพาะไม้สักเท่านั้นเพราะเป็นวัสดุที่ง่ายต่อการแกะสลักและทนทาน แต่ประสบปัญหาคือฝีมือช่างยังไม่ดีพอทำให้เสียไม้ไปจำนวนมาก แต่กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็ทำให้ฝีมือช่างแกะสลักไม้ของบ้านหนองยางไคลพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถสร้างผลงานที่นำไปจำหน่ายนอกหมู่บ้านได้อย่างกว้างขวางทั้งในลำพูนและเชียงใหม่ 

จนมาถึงเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2525 ทางราชการห้ามไม่ให้ตัดไม้สัก พ่อหลวงสิงห์ชัยจึงนำชาวบ้านให้ตั้ง “กลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทา” เพื่อไปซื้อวัตถุดิบไม้สักจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มาให้คนในกลุ่มได้นำไปแกะสลัก รวมถึงจัดหาเงินทุนให้สมาชิกนำไปหมุนเวียนสร้างอาชีพแกะสลักไม้ เมื่อเวลาผ่านไปคนในกลุ่มก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีการแกะสลักแต่รูปช้างที่เป็นแบบอย่างมาหลายยุคหลายสมัยก็ได้เริ่มเริ่มดัดแปลงรูปแบบ เพิ่มเติมแบบแกะสลักใหม่ๆให้หลากหลายยิ่งขึ้น มีการคิดพลิกแพลง ออกแบบรูปแบบไม้แกะสลักใหม่ๆขึ้นมาเพื่อให้มีความแตกต่างจากของเดิมและเพื่อต้องการให้ลูกค้าสนใจ ให้เป็นที่ต้องการของตลาดไม้แกะสลัก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดอื่นๆเช่น เต่า แมว ของใช้ต่างๆ นางไหว้ รวมไปถึงมีการแกะสลักเซียน เทพและพระพุทธรูปปางต่างๆ งานแกะไม้ในสมัยนั้นยังไม่มีการลงสี มีเพียงแต่การลงแล็คเกอร์ให้ขึ้นเงา เน้นให้เห็นลายไม้ตามธรรมชาติ 
 
ในเวลาต่อมาไม้สักจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เริ่มหายาก ชาวบ้านหนองยางไคลจึงได้มีการคิดหาทางออกโดยแรกเริ่มนั้นก็ใช้ไม้นุ่นและไม้มะกอกมาแทนไม้สัก แต่ด้วยความที่ไม้ทั้งสองดังกล่าวนั้นเป็นไม้ที่มอดชอบกินบ้างและร้าวเสียบ้าง จึงต้องคิดหาไม้ชนิดอื่นมาแทน จนกระทั่งราวปีพ.ศ. 2526 ได้มีการนำไม้ต้นจามจุรีหรือไม้ฉำฉา และไม้ก้ามปู ซึ่งเป็นไม้ที่ไม่ผิดกฎหมายแลหาได้ง่าย ไม้ชนิดนี้ขึ้นบริเวณพื้นที่นา ราคาไม่แพงและเนื้อไม้อ่อนทำให้ง่ายสำหรับการแกะสลัก การมีไม้ฉำฉามาใช้ในงานแกะสลักทำให้สมาชิกในกลุ่มสหกรณ์ผลิตไม้แม่ทามีจำนวนที่มากขึ้นเรื่อย ๆจนทั่วทั้งอำเภอแม่ทา ประกอบกับการมีเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยอำนวยความสะดวกในการแกะไม้ ทำให้ผลงานที่ออกมาได้มาตรฐานตามแบบอย่าง มีความละเอียดประณีต สวยงาม ทั้งยังมีความรวดเร็ว จึงทำให้การแกะสลักไม้ได้เป็นธุรกิจไม้แกะสลักที่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางมากขึ้น 
 
สำหรับในปี 2553 องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้เล็งเห็นความสำคัญของศิลปะ ภูมิปัญญาการแกะสลักไม้ ทำให้มีการจัดงานไม้แกะสลักของดีอำเภอแม่ทาเป็นประจำทุกปี ในงานก็จะมีการแสดงสินค้าไม้แกะสลัก การขายสินค้าไม้แกะสลัก รวมไปถึงการแข่งขันการแกะสลักไม้ของผู้สืบทอดฝีมือการแกะสลักไม้ของหมู่บ้านหนองยางไคลและหมู่บ้านอื่นๆในอำเภอแม่ทา นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกระดับให้ทางกลุ่มเป็นสหกรณ์บริการแกะสลักไม้แม่ทา 
 
ในปัจจุบันงานแกะสลักไม้ของคนในหมู่บ้านหนองยางไคลได้รับการยอมรับของคนที่ได้ชื่นชมผลงานว่าสามารถแกะสลักได้เหมือนจริง หากนักท่องเที่ยวสามารถนำรูปถ่ายของสิ่งใดก็ตามมาให้ช่างที่บ้านหนองยางไคลดู ช่างก็จะสามารถแกะสลักไม้ได้เหมือนกับรูปนั้น


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน