หมู่บ้านป่าบง

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านป่าบง

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

งานจักสานจากไม้ไผ่เป็นงานหัตถกรรมที่สร้างเสน่ห์ดึงดูดให้กับผู้ที่ได้พบเห็น ซึ่งบ้านป่าบงหลวงถือเป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ได้มีการสืบสานงานหัตถกรรมจักสานไม้ไผ่จากบรรพบุรุษ วิถีชีวิตของชาวป่าบงหลวงนั้นผูกพันกับการใช้งานจักสานจากไม้ไผ่ ไม่ว่าจะเป็น กระบุง ตะกร้า หรือกระจาด อีกทั้งยังเป็นสินค้าที่ชาวป่าบงหลวงรุ่นปู่รุ่นย่าได้สานไปเร่ขาย หรือแลกของต่างบ้านต่างถิ่นควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม การทำงานจักสานจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันสำหรับคนกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านนี้ที่มีกลิ่นอายความเป็นเอกลักษณ์แบบล้านนา จากรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่สัมผัสได้ถึงความเป็นธรรมชาติ มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ ดังนั้น บ้านป่าบงหลวงจึงเป็นแหล่งผลิตเครื่องจักสานไม้ไผ่ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

บ้านป่าบงหลวงเป็นหมู่บ้านจักสานในเขตอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ แต่เดิมนั้นชื่อ บ้านป่าบงร้องส้มป่อย จากคำบอกเล่าว่าบ้านป่าบงหลวงเดิมชื่อ บ้านป่าบงเนื่องมาจากมีป่าไผ่ที่ชื่อว่า “บง” เป็นจำนวนมาก โดยไผ่บงเหล่านี้สามารถพบได้ทั่วไปหรือเห็นได้ตามท้ายไร่ของคนในหมู่บ้าน ซึ่งระหว่างป่าไผ่จะมีต้นส้มป่อยแทรกอยู่ ต่อมาพ่อขุนบงและคนในหมู่บ้านได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อและตั้งชื่อที่บริเวณนี้ขึ้นว่า “บ้านป่าบงหลวง” โดยอดีตคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำไร่ทำนา แต่เกิดประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำรายได้ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ จึงคิดที่จะนำไผ่บงมาทำงานจักสานเป็นเครื่องใช้ไม้สอยที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นกระบุง,ตะกร้า,กระจาดเป็นต้น การเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นการจักสานด้วยไม้ไผ่อย่างจริงจังและยึดเป็นอาชีพหลักจึงเริ่มต้นอย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นการหารายได้เสริมหลังการทำนา โดยลายเริ่มแรกนั้นได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จะมีชื่อเรียกว่าลาย 2 มีดี และลาย 3 มีดี (มีดี หมายถึง มีลวดลายที่เรียกว่า “ดี” ซึ่งเป็นลายไม้ไผ่ที่สานกันเป็นพิเศษแตกต่างจากลายสานในบริเวณที่อยู่ใกล้กัน)  แต่ในปัจจุบันลายดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีลักษณะมุ่งเน้นตามแบบตามความต้องการของลูกค้ามากกว่าที่จะเป็นลายเอกลักษณ์ตามแบบฉบับดั้งเดิมของบ้านป่าบงหลวง

บ้านป่าบงหลวงได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่ว่าถึงขั้นที่อาจเรียกได้ว่าเป็นยุค และสามารถแบ่งได้เป็น 2 ยุคหลักๆ คือ ยุคแรก และยุคปัจจุบัน โดยในยุคแรกคือช่วงปี พ.ศ. 2535 ถึง 2541 และยุคปัจจุบัน คือช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542ถึงปัจจุบัน หมู่บ้านจักสานป่าบงหลวงนี้แต่ก่อนเคยเป็นหมู่บ้านที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลิตสินค้าเพื่อการขายสำหรับการท่องเที่ยวมากนัก อีกทั้งยังเน้นการช่วยเหลือหมู่บ้านข้างเคียง อย่างหมู่บ้านร่มบ่อสร้าง อำเภอบ่อสร้าง จังหวัดเชียงใหม่ ในการผลิตร่มกระดาษสา โดยหมู่บ้านจักสานแห่งตำบลป่าบงได้เป็นผู้รับงานการขึ้นโครงของร่มกระดาษสาและด้วยเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ ด้วยความที่เกี่ยวข้องกันโดยผ่านการแต่งงาน จึงมีลักษณะคล้ายกลายเป็นญาติพี่น้องกันไปโดยปริยาย จึงทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีเอกลักษณ์ยังไม่เป็นที่เห็นเด่นชัดมากนัก สิ่งที่จะได้เห็นผลิตภัณฑ์ของบ้านป่าบงหลวงแห่งนี้ให้ความแตกต่างออกไป นั่นคือการริเริ่มที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องใช้ไม้สอยทั่วไปที่เล็กลงมากกว่าที่จะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือชิ้นใหญ่ เช่น ชั้นแขวนผนังอเนกประสงค์ เป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงให้กับหมู่บ้านจักสานป่าบงหลวงนั้นเป็นที่รู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาภายหลัง ปี พ.ศ.2542 ชุมชนจักสานบ้านป่าบงหลวงได้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จากจำนวนการผลิตที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงว่ายุคนี้เป็นยุคของการผลิตเพื่อการค้า โดยเน้นการผลิตแบบเน้นปริมาณ ดังนั้นรูปทรงหรือรูปแบบของผลิตภัณฑ์จะมีลักษณะที่ง่ายและเอื้ออำนวยต่อการผลิตมากกว่าที่จะมีลักษณะที่เด่นแตกต่างออกไป หรือมีความเป็นเอกลักษณ์น้อยลง

ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2530 เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนได้เล็งเห็นถึงช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของชาวบ้าน จึงขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ซึ่งในขณะนั้นคือ คุณชัชวาลย์ ชัยพรหมฟๆ เพื่อจัดตั้งกลุ่มหมู่บ้านจักสานของบ้านป่าบงหลวงขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกภายในกลุ่มฯ โดยเน้นให้มีการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จากเดิม ให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เช่น โคมตะเกียงจักสานแบบดั้งเดิมที่ใช้น้ำมันมาประยุกต์เป็นหลอดไฟฟ้า ที่เก็บเชี่ยนหมาก ที่แต่เดิมนำมาเพื่อใช้เก็บเชี่ยนหมากเพียงอย่างเดียวก็ได้ถูกพัฒนาให้มีลวดลายที่สวยงามยิ่งขึ้นเพื่อมาเป็นของประดับตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งไซ ที่แต่เดิมนำมาใช้ดักปลาในลำน้ำเพื่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน ก็ถูกดัดแปลงให้มีลักษณะเป็นโคมระย้าใช้เพื่อตกแต่งประดับประดาบ้านเรือน  ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ล้วนเป็นที่นิยมของลูกค้า ทำให้บ้านป่าบงหลวงสามารถสร้างรายได้และนำเม็ดเงินกระจายสู่ผู้คนในชุมชนจากการขายผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อีกทางหนึ่ง

สำหรับหมู่บ้านป่าบงหลวงแห่งตำบลป่าบงนี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มหัตถกรรมพื้นบ้านตัวอย่าง เพราะได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้เป็นผลิตภัณฑ์ดาวเด่น (ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) 12กลุ่ม จาก 122ตำบล ในปี พ.ศ.2544 จากความสามารถที่ผ่านการค้นหาจุดแข็งแก้ไขจุดอ่อนเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และจัดทำเป็นแบบแผนธุรกิจรายตำบลจนประสบความสำเร็จตามความคาดหวัง โดยเป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถนำไปใช้ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน จนได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สุดยอด OTOP ของจังหวัดเชียงใหม่ และเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสาขาอุตสาหกรรมจากหัตถกรรมจักสานของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ในปี พ.ศ.2544 หลังจากนั้นได้รับรางวัลเป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าผลิตภัณฑ์ของบ้านป่าบงหลวงแห่งนี้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน นำพามาซึ่งคนในชุมชนได้หันมาให้ความใส่ใจในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตออกมาใหม่มักจะมีดีไซน์ที่ทันสมัย เน้นประยุกต์ระหว่างการนำภูมิปัญญาของชาวบ้านมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน

นายถวัลย์ สมธรรม ประธานกลุ่มฯ ได้รับการคัดเลือกจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนคนแรกของจังหวัดเชียงใหม่ ในการเป็นตัวแทนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย เดินทางไปดูงานโครงการต้นแบบหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่เมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่ได้หลักๆคือ วิธีการทำการตลาดที่ดีมีลักษณะอย่างไรเพื่อทำให้มียอดสั่งซื้อเข้ามาตลอดปี โดยเป้าหมายหลักคือการทำให้ตลาดมาหาเราเอง โดยการเพิ่มหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเรื่อยๆสร้างความน่าสนใจให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม ในเรื่องของราคาก็ได้มีการปรับให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดคือการผลิตที่เน้นด้านคุณภาพ และให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีลักษณะตรงตามแบบฉบับความต้องการลูกค้ามากกว่าที่จะคิดให้เป็นไปในลักษณะตามที่ผู้ผลิตต้องการ ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้ตัวผลิตภัณฑ์จักสานไม้ไผ่ของชาวตำบลป่าบงนั้นมีมูลค่าเพิ่มและสามารถสร้างรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งทำให้ในที่สุดชาวบ้านทั้งชุมชนได้ยึดอาชีพนี้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต และเรื่องสำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งคือ ในอดีตนั้นคนในหมู่บ้านนั้นมีลักษณะต่างคนต่างขาย ซึ่งก็มองข้ามเรื่องการรวมตัวจนปล่อยให้พ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อมีอำนาจในการทำราคา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานของบ้านป่าบงหลวงเกิดการเสียเปรียบ จึงเกิดมีความคิดริเริ่มที่จะรวมตัวกัน จนได้อำนาจการต่อรองกลับคืนมา


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน