หมู่บ้านทาหนองบัว

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านทาหนองบัว

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

บ้านหนองบัวเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมที่มีชื่อเสียงในด้านการแกะสลักไม้ จากคำบอกเล่าของคนในหมู่บ้าน แต่เดิมนั้นเป็นพื้นที่ว่างเปล่าจนกระทั่งพ่อหลวงสางนำครอบครัวและพี่น้องจากหมู่บ้านดอยแช่ และบ้านแพะยันต์อพยพเข้ามาอยู่ เนื่องจากต้องการที่ดินเปล่าเพื่อทำนา,ทำไร่ โดยเริ่มแรกอพยพมาเพียงครอบครัวเล็กๆ 2-3 ครอบครัว จากนั้นก็เริ่มมีผู้คนเริ่มอพยพมาเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นหมู่บ้านหนองบัวในปัจจุบัน
 
โดยเริ่มแรกเมื่อได้มีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งเป็นหมู่บ้าน เนื่องจากแม่น้ำทานั้นได้ท่วมทำความเสียหายแก่ชุมชนโดยรอบที่อยู่ใกล้แม่น้ำ โดยเริ่มแรกที่อพยพมานั้นชาวบ้านได้ยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก และยังมีการปลูกใบยาสูบเป็นอาชีพเสริม (ในปัจจุบันนี้ใบยาสูบไม่ได้ปลูกแล้ว) งานหัตถกรรมไม้แกะสลักเริ่มต้นจาก นายคำ จินะเป็งกาศ ได้เดินทางไปทำธุระยังบ้านบ่อสร้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เห็นชาวบ้านแกะสลักไม้เป็นรูปช้าง จึงความรู้สึกสนใจในงานไม้แกะสลัก ประกอบกับบรรพบุรุษของท่านมีพื้นฐานของความเป็นช่าง จึงอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนทำให้ท่านอยากทดลองแกะสลักไม้เป็นรูปช้าง ตามแบบที่ได้นำมาเชียงใหม่ และท่านยังมองเห็นว่าสามารถทำเป็นอาชีพเสริมของคนนั้นหมู่บ้าน ในระหว่างที่รอให้ถึงฤดูเพาะปลูก ซึ่งตอนแรกนั้นคนในหมู่บ้านทำเพื่อเป็นรายได้เสริมจากการทำไร่ ทำนา แต่ต่อมาเมื่อมีงานแกะสลักมากขึ้นก็เกิดความผูกพัน การร่วมมือร่วมใจกันของคนในหมู่บ้าน อีกทั้งยังดูแล้วเจริญตาเจริญใจจึงทำให้ชาวบ้านยึดเป็นอาชีพหลักในเวลาต่อมา โดยงานแกะสลักไม้เริ่มแรกของท่านเป็นรูปช้าง เนื่องจากในสมัยนั้นรูปแกะสลักค่อนข้างเป็นที่นิยมและสามารถนำไปขายต่อได้ จึงซื้อรูปแกะสลักช้างจากบ้านบ่อสร้างมาเป็นต้นแบบ โดยให้พ่อหลวงน้อยซอน จินะปัญโญที่เป็นคนบ้านแพะยันต์เป็นผู้สอนแกะสลักให้ทั้งนายคำและชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยนำไม้จากไม้สักที่ล้มแล้วหรือสุ่มไฟให้ไม้สักโค่นลงมา ซึ่งเหตุผลที่ใช้ไม้สักนั้นเนื่องจากบริเวณหมู่บ้านนั้นหาไม้สักได้ง่ายและมีจำนวนมาก เพราะบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านในปัจจุบันนั้นเมื่อก่อนเป็นป่าสงวนมาก่อน จึงทำให้มีไม้สักเยอะ จึงทำให้ชาวบ้านใช้ไม้สักในการแกะสลัก ช้างต้นแบบที่ได้จากบ้านบ่อสร้างนั้นเป็นช้างที่มีความสูงราว 5 นิ้ว งาทำมาจากกระดูกวัว ลงแลคเกอร์จนเงา แต่ช้างที่ชาวบ้านแกะสลักนั้นมีขนาด 1-2 นิ้ว ซึ่งเป็นช้างตัวเล็ก และยังมีการแกะสลักเป็นพวงกุญแจอีกด้วย ซึ่งเหตุผลที่แกะสลักเป็นช้างตัวเล็กและพวงกุญแจนั้น เนื่องจากสามารถแกะสลักได้ง่ายไม่จำเป็นต้องใช้ฝีมือมากเพราะเป็นชิ้นงานเล็ก โดยชาวบ้านเล่าว่าชิ้นงานเล็กสามารถแกะสลักได้ง่าย ทำได้รวดเร็ว ง่ายต่อขนส่งและมีความต้องการตลอดเพราะสามารถขายต่อได้ง่าย ซึ่งเมื่อแกะสลักเสร็จแล้ว คนในหมู่บ้านก็นำช้างที่แกะสลักเสร็จไปขายให้กับร้านค้าของป้าจู ซึ่งอยู่บริเวณถนนวัวลายโดยจะขึ้นรถไฟไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ที่สถานีรถไฟหนองหล่มซึ่งมีระยะทางห่างจากหมู่บ้าน 10 กิโลเมตร โดยจะเดินทางกันเดือนละครั้งเพื่อนำสินค้าไปขาย นอกจากนั้นผลงานไม้แกะสลักที่นำไปขายแล้วนั้น ท่านยังได้ทำเครื่องใช้ไม้สอยจากไม้เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กระบวยน้ำ ไหนึ่งข้าว และครกตำข้าว เป็นต้น
 
ในยุคต่อมาเป็นยุคของธุรกิจเริ่มช่วงแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ถึง พ.ศ. 2515 เข้าสู่ช่วงแรกของธุรกิจไม้แกะสลัก เกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านมีฝีมือการแกะสลักได้มีความชำนาญมากขึ้น โดยตอนแรกนั้นได้มีการเพิ่มรูปแบบการแกะสลักจากรูปช้างและพัฒนาโดยการเพิ่มรูปแบบเป็นรูปปลาและรูปสิงโต ซึ่งการรูปแบบการสลักแกะไม้นั้นเป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อที่มีเข้ามา ซึ่งในช่วงแรกของการแกะสลักนั้นคำสั่งซื้อมักจะเป็นคนในพื้นที่เชียงใหม่และต่างจังหวัด ต่อมานายแก้ว คำซาวสัน ได้สร้างสรรค์ผลงานการแกะสลักแบบใหม่ในอยู่ในรูปนางไหว้ ซึ่งมีแรงบัลดลใจมาจากผู้หญิงไหว้ที่มีความอ่อนช้อย ซึ่งในช่วงนั้นถือว่าเป็นรูปแบบการแกะสลักรูปแบบใหม่ เมื่อเริ่มมีการแกะสลักนางไหว้นั้นก็เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น ประกอบกับชาวบ้านเริ่มมีความชำนาญมากขึ้น ทำให้เริ่มมีความคิดในการสร้างสรรค์งานแกะสลักมากขึ้น ซึ่งกลายมาเป็นรูปแกะสลักเทวดาและพระพุทธรูป เมื่อพัฒนาเป็นรูปแบบของธุรกิจแล้วชิ้นงานก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามความชำนาญที่มากขึ้นของช่างแกะสลัก ซึ่งนายแก้ว คำซาวสัน คือผู้ที่เป็นช่างใหญ่ในงานแกะสลักของหมู่บ้านในช่วงนั้นคือ นาย แก้ว คำซาวสัน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนอาชีพจากการทำไร ทำสวน มาเป็นช่างแกะสลัก ในเวลาต่อมา โดยผลงานของนายแก้ว คำซาวสัน นั้นเน้นไปทางนางไหว้ เทวดาและพระพุทธรูป ซึ่งเน้นไปทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีลักษณะสวยงามและอ่อยช้อย โดยรูปแบบของงานแกะสลักมีหลายท่าทางเช่น นางไหว้มีทั้งรูปแบบท่ายื่น ท่านั่ง โดยงานแกะสลักแต่ละชิ้นนั้นมีขนาดความสูง 10 ถึง 20 นิ้ว ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นมักจะไม่ซ้ำกัน ทำให้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มาก จึงทำให้เริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก จากความเป็นเอกลักษณ์ของท่าทางของชิ้นงานแกะสลัก ในช่วงปี พ.ศ. 2515 ถึง พ.ศ. 2520 เมื่อชาวบ้านมีความชำนาญในการแกะสลักและชื่อเสียงของหมู่บ้านในด้านการแกะสลักเพิ่มมากขึ้น


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน