หมู่บ้านถวาย

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านถวาย

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

หมู่บ้านถวายเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 300 ปี ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่าต่อกันมาว่า แต่ก่อนนั้นชาวบ้านในพื้นที่นี้ทราบว่าพระนางจามเทวีจะเสด็จโดยเกวียนจากนครลำพูนผ่านมายังหมู่บ้าน เพื่อเดินทางไปสร้างวัดละโว้ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ชาวบ้านจึงได้นัดแนะกันเพื่อนำเอาผลไม้และเครื่องบรรณการต่างๆ ใส่พานโตกไม้ (พานแบบล้านนา) มาถวายแด่พระนางจามเทวี เพื่อแสดงความเคารพและเป็นเครื่องสักการะแก่พระนาง จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “หมู่บ้านถวาย”
 
ในอดีตบ้านถวายเป็นหมู่บ้านที่ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก แต่เมื่อหมู่บ้านประสบภาวะขาดแคลนน้ำและฝนแล้ง ส่งผลให้เศรษฐกิจในหมู่บ้านตกต่ำ ประมาณช่วงพ.ศ. 2500-2505 ชาวบ้านจึงเริ่มทยอยเดินทางออกจากหมู่บ้านไปประกอบอาชีพอื่นๆ บางคนก็ออกไปรับจ้างก่อสร้าง บางคนก็ออกไปทำการค้าในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ในจำนวนนี้ก็มีชาวถวาย คือ พ่อใจมา อิ่นแก้ว พ่อหนานแดง พันธุสา และพ่อเฮือน พันธุศาสตร์ ทั้งสามท่านได้เดินทางไปรับจ้างทำงานในตัวเมืองเช่นกัน โดยท่านทั้งสามได้ไปทำงานก่อสร้างที่ร้านน้อมศิลป์ ย่านวัวลาย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านไม้แกะสลัก ทำให้ทั้งสามท่านเกิดความสนใจในงานการแกะสลักไม้ เมื่อได้ทดลองทำและฝึกฝนวิธีการ เทคนิคการแกะสลักกับช่างที่มีฝีมือของทางร้าน จึงได้พัฒนาฝีมือจนได้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นช่างแกะสลักไม้ที่ร้านน้อมศิลป์อย่างเต็มตัว
 
เนื่องจากในสมัยนั้นการเดินทางเข้าไปยังตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ทำได้ค่อนข้างยาก ท่านทั้งสาม จึงต้องปั่นจักรยานเพื่อเดินทางเข้าไปยังตัวเมือง รวมทั้งเมื่อมีงานแกะสลักไม้เข้ามามากขึ้นชาวบ้านทั้งสามท่านจึงได้ขอนำงานแกะสลักมายังบ้านเกิด โดยมีญาติพี่น้องเข้ามาช่วยทำงานเป็นลูกมือ ในงานขัดไม้ ตัดไม้ ทำความสะอาดเครื่องมือ จากนั้นจึงเริ่มให้ผู้ที่มาเป็นลูกมือฝึกการแกะสลักไม้เล็กๆ น้อยๆ ซึ่งนับว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดงานแกะสลักไม้ให้กับลูกหลาน และชาวถวายทำให้งานไม้แกะสลักได้รับการเผยแพร่ออกไปสู่ชาวบ้านผู้มีใจรักในการสร้างสรรค์งานหัตถกรรมการแกะสลัก ซึ่งชาวถวายบางส่วนได้ยึดเอางานแกะสลักไม้เป็นงานอดิเรกที่ทำในเวลาว่าง โดยงานไม้แกะสลักในช่วงแรกนั้นเป็นงานแกะสลักแผ่นไม้เป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายรามเกียรติ์ ครุฑ สิงห์ ตุ๊กตาดนตรี จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาทักษะและฝีมือเรื่อยมา และมีผู้ที่สนใจทำงานไม้แกะสลักมากขึ้น จึงเกิดงานแกะสลักไม้ที่มีศิลปะและลวดลายที่แปลกใหม่ ประณีตและวิจิตรงดงามกกว่าเดิม ในระยะต่อมาก็ได้พัฒนางานแกะสลักมาเป็นองค์พระ โดยช่างแกะสลักไม้ส่วนใหญ่ในขณะนั้นจะเป็นผู้ชาย ในส่วนของงานผู้หญิงก็จะช่วยขัดไม้หลังจากการแกะสลักเพื่อให้ดูเรียบเนียน 
 
ในระยะต่อมาได้มีกลุ่มสตรีในหมู่บ้าน นำโดยคุณนงคราญ อุปโยคิน ได้เดินทางเข้าไปในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อเรียนรู้งานศิลปหัตถกรรมในด้านอื่นๆ ณ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อเกิดความชำนาญจึงได้นำทักษะนั้นเข้ามาผสมผสานกับงานแกะสลักไม้ในหมู่บ้าน ทำให้เกิดงานหัตถกรรมที่มีความงดงาม และมีเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจและความมุมานะที่จะพัฒนางาน จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่บ้าน กระทั่งสามารถประยุกต์เทคนิคต่างๆ จนทำให้เกิดงานแกะสลัก และงานหัตถกรรมในรูปแบบอื่นเพิ่มขึ้นในหมู่บ้านถวาย ซึ่งนั่นคือ งานแต่งเส้นเดินลาย นอกจากนี้ทักษะ เทคนิค และความรู้เหล่านี้ก็ได้รับการสืบทอดต่อไปยังลูกหลานภายในหมู่บ้านถวายเช่นกัน 
 
เมื่องานหัตถกรรมที่ถูกรังสรรค์โดยคนในหมู่บ้านนั้นมีมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มที่จะมีการแสดงผลงานของตนบริเวณหน้าบ้านของตน ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาได้ชื่นชม และได้เล่าขานในความประณีตงดงามของไม้แกะสลักของบ้านถวาย จนกระทั่งเริ่มมีนักท่องเที่ยวและพ่อค้าเริ่มเดินทางเข้ามายังหมู่บ้านถวายเพื่อเลือกซื้อ และเข้ามาชมความงดงามของงานไม้แกะสลักที่ชาวบ้านถวายได้สรรสร้างขึ้นมาด้วยใจรัก ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักของบ้านถวายจึงเป็นขอบฝากที่นิยมของผู้ที่มาเยือน รวมทั้งพ่อค้าที่นำไป จัดจำหน่ายต่อเป็นอย่างมาก จากนั้นหมู่บ้านถวายก็เริ่มที่จะเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางของคนทั่วไปและถูกขนานนามว่าเป็นแหล่งผลิตสินค้าหัตถกรรมไม้แกะสลักที่มีชื่อเสียงแหล่งหนึ่งของประเทศไทย ชาวบ้านจึงเริ่มหันมาประกอบอาชีพแกะสลักไม้เป็นอาชีพหลักเพื่อร่วมสืบสานภูมิปัญญาอันมีคุณค่านี้
 
ในปี พ.ศ.2532-2533 ชาวบ้านถวายที่ประกอบอาชีพหัตถกรรมเป็นอาชีพหลักขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จึงได้รวมตัวกันภายใต้การนำของพ่อหลวงคำมูล บุตรชัยและคณะกรรมการหมู่บ้าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อสืบสานและประชาสัมพันธ์งานไม้แกะสลักของบ้านถวาย ทั้งยังได้มีการจัดงานประจำปีขึ้น ภายใต้ชื่อ “งานศิลปหัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย” ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลและจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการจัดงานบริเวณ โรงเรียนทรายมูล อ.หางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่ใช่บริเวณพื้นที่ของบ้านถวาย จนกระทั่งในการจัดงานครั้งที่ 3 จึงได้ย้ายเข้ามาจัดงานบริเวณที่ว่างโล่ง (ปัจจุบันเป็นศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย) ซึ่งในขณะนั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ได้เข้ามาร่วมงานดังกล่าว แล้วจึงได้มอบเงินทุนเพื่อจัดตั้งศูนย์หัตถกรรมไม้แกะสลักบ้านถวาย พร้อมทั้งนายยุทธนา อุปโยคินได้มอบที่ดิน ในการจัดตั้งเพื่อร่วมสนับสนุน และสืบสานงานแกะสลักไม้ของหมู่บ้านถวาย
 
ชาวถวายจำนวนมากก็ได้ให้ความสนใจมาเปิดร้านเพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยี่ยมเยือนได้เข้าชมและเลือกซื้องานหัตถกรรมกลับไปเป็นของที่ระลึก อย่างไรก็ตามศูนย์หัตถกรรมนั้น แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักในนามของบ้านถวาย แต่ว่าโดยแท้จริงแล้วเป็นพื้นที่เขตหนองแก๋ว รวมทั้งในระยะต่อมาพื้นที่บริเวณดังกล่าวเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของชายชาวบ้านถวาย ทำให้ในปี พ.ศ. 2535 จึงมีการขยับขยายศูนย์หัตถกรรมเข้ามาบริเวณสองฝั่งคลองชลประทาน โดยมีพ่อหลวงสุวรรณ โปธิ เป็นผู้มีสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาตลาดสองฝั่งคลองจากพ่อหลวงคำมูล หลังท่านหมดวาระเพื่อเป็นที่ตั้งร้านค้าเพิ่มเติมให้กับคนในหมู่บ้าน นับแต่นั้นการจัดงานประจำปีของบ้านถวายจึงได้ย้ายเข้ามาจัดในบริเวณพื้นที่สองฝั่งคลองดังกล่าว
 
การพัฒนาศูนย์หัตถกรรมบ้านถวายสองฝั่งคลองนั้นเกิดขึ้นจากกร่วมแรงร่วมใจของคนในหมู่บ้านด้วยกันเอง โดยชาวหมู่บ้านถวายได้เริ่มจากการผลักดันเพื่อขอใช้ที่ดินบริเวณสองฝั่งคลองจากกรมชลประทานเพื่อพัฒนาเป็นร้านค้า ซึ่งในช่วงแรกนั้นทางกรมชลประทานก็ได้คัดค้านการใช้พื้นที่ แต่ด้วยความแน่วแน่ในความต้องการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาของตนเอง ในที่สุดกรมชลประทานจึงยอมอนุญาตให้ใช้สอยพื้นที่ได้ ในระยะแรกนั้นตลาดสองฝั่งคลองยังเป็นเพียงร้านค้าชั่วคราว คล้ายเพิงหมาแหงน หลังจากนั้นเมื่อตลาดสองฝั่งคลองมีชื่อเสียงมากขึ้น จึงมีการพัฒนาพื้นที่ โดยขยายพื้นที่ถนน การจัดหาไฟฟ้าและสาธารณูปโภคอื่นๆ รวมทั้งมีการจัดตั้งกรรมการร้านค้า ซึ่งในขณะนั้นมีด้วยกันประมาณ 20-30 ร้าน และกรรมการตัวแทนหมู่บ้านเพื่อเข้ามาบริหารจัดการ แล้วจึงมีจำนวนร้านมากขึ้น (ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นพื้นที่ค้าขายดังที่ปรากฏในปัจจุบัน) 
 
ในปี 2543 ชุมชนบ้านถวายได้พัฒนากลุ่มอาชีพแกะสลักไม้ เป็น "กลุ่มหัตถกรรมบ้านถวายเพื่อการส่งออก" ต่อมาในปี 2547 รัฐบาลได้มีการส่งเสริมงานหัตถกรรม ภายใต้โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และบ้านถวายได้รับการคัดเลือกจากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยให้เป็น "หมู่บ้าน OTOP ต้นแบบ" แห่งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเป็น "หมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP" จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นในการประกวด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปี พ.ศ.2550 หมู่บ้านถวายก็ได้รับรางวัล "ชุมชนดีเด่นด้านการท่องเที่ยว" จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และในปี2553 หมู่บ้านถวายยังได้รับคัดเลือกให้เป็น "ย่านการค้าพาณิชย์ บ้านถวาย หมู่บ้านสร้างสรรค์" ล่าสุดในปี พ.ศ. 2554 หมู่บ้านได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ "สุดยอดย่านการค้าพาณิชย์ไทย" จากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการช่วยอนุรักษ์วิถีชีวิตการประกอบการค้าของชุมชนแบบดั้งเดิมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน 


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน