หมู่บ้านต้นเปา

ศักยภาพหมู่บ้าน : หมู่บ้านต้นเปา

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

น้อยคนที่จะไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นกระดาษสา เนื่องจากกระดาษสาเป็นภูมิปัญญาที่มีการทำมาช้านาน แต่ถ้ากล่าวถึงกระดาษสาแล้วก็คงจะมีชื่อบ้านต้นเปาผุดขึ้นมาในความคิดของหลายคนเป็นแน่ เนื่องจากบ้านต้นเปาเป็นแหล่งผลิตกระดาษสาที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่และได้ทำมานานกว่า 100 ปี สืบทอดมาจากชนเผ่าไทยเขินซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวต้นเปาที่ได้อพยพมาจากสิบสองปันนา เชียงตุง และเชียงรุ้ง เมื่อสมัยก่อตั้งอาณาจักรล้านนา ในปัจจุบันก็ยังมีหลักฐานเกี่ยวกับบรรพบุรุษของชาวต้นเปาหลงเหลืออยู่นั่นก็คือ สำเนียงภาษาพูดของคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนที่พูดสำเนียงเขิน โดยในอดีตอาณาจักรล้านนานั้นประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชนเผ่า แต่ละชนเผ่าก็จะมีสำเนียงการพูดที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนั้นในอดีต หมู่บ้านต้นเปาไม่เคยมีต้นปอสาซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของการทำแผ่นกระดาษอยู่ในหมู่บ้านเลย เพราะต้นปอสานั้นมักจะอยู่ในป่าตามธรรมชาติ ดังนั้นการทำกระดาษสาจึงน่าจะเป็นภูมิปัญญาที่มีการสืบทอดกันมาหลายช่วงอายุตั้งแต่ก่อนจะอพยพ จนได้นำภูมิปัญญาการทำกระดาษสานี้มาทำต่อที่บ้านต้นเปา
 
ในอดีตชาวต้นเปาส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและทำกระดาษสาช้อนบาง (การช้อนกระดาษจากบ่อสาให้เป็นแผ่นบาง) เป็นอาชีพรองในยามว่าง ระดาษสาที่ได้จะถูกนำมาใช้เขียนยันต์ ห่อของ ทำดอกไม้ ไส้เทียน ตุง คัมภีร์ โคมลอยและอีกส่วนหนึ่งจะนำไปขายภายในชุมชนใกล้เคียงเพื่อนำไปผลิตร่มและพัดที่บ้านบ่อสร้างซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกัน ซึ่งในขณะนั้นกระดาษสายังไม่เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมากนัก จะใช้กันแต่ในครัวเรือนภายในชุมชนเท่านั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 ชาวบ่อสร้างเริ่มเปลี่ยนการทำร่มและพัดจากกระดาษสาเป็นการทำจากผ้า เป็นผลให้มีการทำกระดาษสาลดลงมาก เหลือเพียงประมาณ 20 ครัวเรือนที่ยังคงทำกระดาษสาอยู่
 
เมื่อความต้องการกระดาษสาลดลง ชาวต้นเปาบางส่วนก็หันไปทำอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ทำนา บ้างก็หันไปทำงานแกะสลัก อีกส่วนหนึ่งก็ไปทำงานรับจ้างหรืองานประจำ แต่ยังมีคนในชุมชนบางคนที่ต้องการสืบทอดการทำกระดาษสาซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเอาไว้ จึงได้ยังคงทำกระดาษสาต่อไปไม่หันไปทำอาชีพอื่น จนกระทั่งในต่างประเทศเริ่มมีความนิยมใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษที่ทำมาจากธรรมชาติมากขึ้น พ่อค้าคนกลางได้เข้ามาสืบเสาะหาแหล่งผลิตกระดาษสาทั้งจากการบอกเล่าปากต่อปากและจากผลิตภัณฑ์ที่มีขายจนกระทั่งได้มาพบการทำกระดาษสาที่หมู่บ้านต้นเปาแห่งนี้ ทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระหว่างชุมชนกับพ่อค้าคนกลาง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด จากกระดาษสาช้อนบางก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นกระดาษสาย้อมสีธรรมชาติ กระดาษสาแตะดอกไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์มาจากกระดาษสา
 
หลังจากที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษสาโดยใช้เทคนิคใหม่ ๆ ทำให้กระดาษมีความสวยงามและความหลากหลายมากขึ้นแล้ว ชาวต้นเปาแต่ละคนก็ได้นำแนวความคิดเหล่านั้นไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยมีอำเภอสันกำแพงเข้ามาดูแลเรื่องหัตถกรรมครัวเรือน นอกจากนั้นทางศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค 1 ก็ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมด้านเครื่องมือ เทคนิคและความรู้ ด้านการทำกระดาษสาแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นเยื่อสา การทำแผ่น รวมไปถึงด้านการตลาด 
 
ภาพกระดาษสาที่เคยตากอยู่เรียงรายก็เริ่มกลับมาให้เห็นอีกครั้งเมื่อคำสั่งซื้อและความต้องการของกระดาษสาเพิ่มขึ้น กำลังการผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอจึ่งต้องมีการกระจายให้ชาวต้นเปาคนอื่นมาช่วยทำกระดาษสาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ด้วยเหตุนี้เองชาวต้นเปาที่เคยหันไปทำอาชีพอื่นก็ได้หันกลับมาทำอาชีพทำกระดาษสาเป็นอาชีพหลักมากขึ้น บ้างก็มาเป็นผู้ประกอบการกระดาษสารายใหม่ โดยผู้ผลิตแต่ละรายก็ได้พัฒนาและปรับปรุงกระดาษสาให้มีความหลากหลาย ก่อนจะนำมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายชนิดตามคำแนะนำและความต้องการของผู้ที่มาสั่งซื้อ ทำให้ผลิตภัณฑ์กระดาษสาของแต่ละร้านจากหมู่บ้านต้นเปามีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน 
 
ภายในชุมชนต้นเปายังได้มีการแบ่งงานกันทำตามความถนัด มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างคนในชุมชนจึงรวมกันเป็นระบบเครือข่ายธุรกิจชุมชนที่มีความเข้มแข็ง ทำให้การทำกระดาษสาสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ปีละนับล้านบาท นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากกระดาษสาหมู่บ้านต้นเปายังได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหลายประเภท เช่น รางวัลการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์และรางวัลการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ชื่อเสียงของกระดาษสาบ้านต้นเปาเป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งผลิตกระดาษสาด้วยมือแบบดั้งเดิมของจังหวัดเชียงใหม่ 


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน