ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ศักยภาพหมู่บ้าน : ชุมชนวัดศรีสุพรรณ

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน

ชุมชนวัดศรีสุพรรณเป็นชุมชนเก่าแก่ ดังปรากฏข้อความจากศิลาจารึกหินทรายแดงที่บันทึกประวัติวัดศรีสุพรรณด้วยอักษรฝักขามว่าวัดศรีสุพรรณสร้างขึ้นในสมัยพระเมืองแก้วหรือพญาแก้วกษัตริย์ราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038 – 2068) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาที่สืบต่อมาจากสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1984 – 2030) และพญายอดเชียงราย (พ.ศ.2030 – 2038) โดยได้มีการยกที่นาแปลงใหญ่และผู้คนจำนวน 20 ครัวเรือนให้กับวัดศรีสุพรรณ จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนวัดศรีสุพรรณตั้งแต่นั้นมา
 
บรรพบุรุษของชาวชุมชนวัดศรีสุพรรณเดิมตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเครื่องเงินอยู่ใน แขวงเมืองปั่น แถบลุ่มแม่น้ำสาละวิน  มีชื่อเรียกว่าบ้านงัวลาย (งัว เป็นภาษาถิ่น แปลว่า วัว) หลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่และตำนานราชวงศ์ปกรณ์เชียงใหม่ กล่าวว่า ในสมัยของพระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้นได้รวบรวมผู้คนจากหัวเมืองต่างให้เข้ามาอยู่อาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ เพื่อช่วยฟื้นฟูบ้านเมืองหลังการปลดแอกจากการยึดครองของพม่า เรียกว่า ยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” โดยพระเจ้ากาวิละได้ให้เจ้าสุวัณณะคำมูลผู้เป็นหลานชายคุมกำลังพลจำนวน 300 นายไปตีเมืองปุซึ่งมี เจ้าฟ้าคำเครื่องเป็นเจ้าเมืองอยู่ แล้วจึงกวาดต้อนผู้คนกลับมาเชียงใหม่  จากนั้นยังตีเอาบ้านสะต๋อย สอยไร่ ท่าช้าง บ้านนา บ้านทุ่งอ้อ และบ้านงัวลาย  และกวาดต้อนผู้คนกลับมาเช่นกัน  จากการกวาดต้อนทั้งสองครั้งดังกล่าวพระเจ้ากาวิละได้ให้ครอบครัวที่มาจากบ้านงัวลายให้มาตั้งบ้านเรือนในบริเวณวัดหมื่นสารและวัดศรีสุพรรณแล้วเรียกชื่อว่า “บ้านงัวลาย” ตามชื่อเรียกหมู่บ้านเดิม ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อตามภาษาไทยกลางว่า “วัวลาย”
 
อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า พระเจ้ากาวิละได้ให้ชาวบ้านงัวลายตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อำเภอหางดง ในบริเวณ ที่ติดกับหมู่บ้านกวน  โดยบ้านงัวลายทำเครื่องเงินและหมู่บ้านกวนทำเครื่องปั้นดินเผา  ต่อมาจึงได้ย้ายชาวบ้านงัวลายเข้ามาในเมือง แต่ไม่ได้ย้ายชาวบ้านกวนเข้ามาด้วยเพราะว่าการทำเครื่องปั้นดินเผาก่อให้เกิดควันเป็นจำนวนมากจึงไม่เหมาะที่จะย้ายเข้ามาในเมือง ดังนั้นจึงมีแต่เฉพาะชาวบ้านงัวลายเท่านั้นที่ได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่รอบคูเมือง แต่ก็ยังมีหมู่บ้านที่ชื่อว่างัวลายอยู่ในอำเภอหางดงปรากฏเป็นหลักฐานมาจนถึงปัจจุบัน
ชาวบ้านงัวลายที่ย้ายเข้ามาในสมัยนั้นส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือที่มีทักษะในการทำเครื่องเงิน และได้รับการสืบทอดวิชาชีพช่างเงินมาจากบรรพบุรุษ คนในชุมชนบ้านงัวลายส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำเครื่องเงินเพื่อสร้างรายได้แก่ครอบครัว โดยมีแบ่งการกันทำภายในครอบครัว ซึ่งฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายตีขึ้นรูปภาชนะ ในขณะที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายตกแต่งให้มีความประณีตสวยงาม ผู้เฒ่าและเด็กมีหน้าที่ขัดเงาให้เครื่องเงินมีความงดงามน่าใช้
 
ชาวบ้านชุมชนวัดศรีสุพรรณเป็นส่วนหนึ่งของบ้านวัวลาย  มีผลงานการทำเครื่องเงินเป็นที่ประจักษ์และเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้คนในวงกว้าง ผลงานของชุมชนวัดศรีสุพรรณครั้งสำคัญประกอบด้วยผลงานดังนี้
 
พ.ศ. 2534 การทำสลุงหลวง น้ำหนักเงินสุทธิ 536 บาท ในวโรกาสเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ เฉลิมพระชนมายุครบ 3 รอบ ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2534
 
พ.ศ. 2535 การทำสลุงหลวง “แม่” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,535 บาท เส้นผ่านศูนย์กลาง 109 เซนติเมตร เส้นรอบวง 339เซนติเมตร พร้อมฐานรองรับเป็นไม้สักสลักรูปช้าง 4 เศียร ลงรักปิดทองสูง 140 เซนติเมตร ในวโรกาสงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ โดยมีพิธีทูนเกล้าถวายบนพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา
 
พ.ศ. 2539 การทำสลุงหลวง “พ่อ” น้ำหนักเงินสุทธิ 2,999 บาท เส้นผ่านศูนย์กลาง 139 เซนติเมตร สูง 69 เซนติเมตร เส้นรอบวง 439 เซนติเมตร ฐานรองรับเป็นไม้สักแกะสลักรูปช้าง 4 เศียร รวมความสูงจากฐานถึงขอบสลุง 199 เซนติเมตร ลงรักปิดทอง มีลายประดับเป็นรูปบัวคว่ำ บัวหงาย ดอกพุดตาล ลายประจำยามและลายก้านขด ในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปีและจัดพิธีกาญจนาภิเษกที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี  
 
ผลงานทั้งสามรายการนี้ทำให้ช่างเงินและผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายมีความภาคภูมิใจ ชุมชนเครื่องเงิน วัวลายและชุมชนเครื่องเงินศรีสุพรรณจึงกลับมามีความคึกคักและมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมเพื่อชุมชนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
 
ต่อมาวิถีชีวิตในการใช้เครื่องเงินได้เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากโลหะเงินมีราคาที่สูงขึ้น  จึงทำให้เปลี่ยนจากการทำเครื่องเงิน หรือภาษาถิ่นเรียกว่า คัวเงิน (คัว เป็นภาษาถิ่นแปลว่า สิ่งของเครื่องใช้) กลายมาเป็น คัวเนียม   หรือเป็นการใช้อลูมิเนียมในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมแทน แต่ยังคงเดินเส้นและ คงรูปแบบลวดลายตามภูมิปัญญาเดิมอยู่
 
แต่ในช่วงปี พ.ศ.2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในประเทศไทยทำให้ชุมชนวัดศรีสุพรรณ ได้รับผลกระทบจนถึงขั้นวิกฤติ กำลังซื้อที่หดหายทำให้เสียงตอกขันเงินที่เคยได้ยินนับแต่โบราณเริ่ม แผ่วเบาลงทุกขณะ   ด้วยวิกฤตนี้เองที่พระครูพิทักษ์สุทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีสุพรรณ ได้หารือกับกรรมการหมู่บ้านและกลุ่มสล่าเครื่องเงิน (สล่า เป็นภาษาถิ่น แปลว่าช่าง) ที่หลงเหลืออยู่ไม่ถึงสิบคนเพื่อที่จะอนุรักษ์และพัฒนาสืบสานหัตถกรรมเครื่องเงินของชุมชน
 
กระทั่งในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นปีครบรอบการจัดตั้งวัดศรีสุพรรณได้ 500 ปี ท่านเจ้าอาวาศและทางกลุ่มจึงถือโอกาสนี้จัดตั้ง “กลุ่มหัตถศิลป์ล้านนาวัดศรีสุพรรณ” โดยมีเป้าหมายในการอนุรักษ์และส่งเสริมอาชีพทำเครื่องเงิน ซึ่งได้ใช้พื้นที่ภายในวัดเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของการทำกิจกรรม มีการสร้างความเข้าใจให้แก่คนในชุมชนเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมทั้งดึงสล่าในชุมชนเข้ามารวมตัวกันในกลุ่ม โดยให้สล่าเหล่านี้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เชิงศิลป์ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนวัดศรีสุพรรณ รวมถึงพระสงฆ์ สามเณร คนรุ่นใหม่ในชุมชน และนักท่องเที่ยว
 
กิจกรรมดังกล่าวทำให้หลาย ๆ ครอบครัวที่เคยวางมือจากการทำเครื่องเงินเริ่มกลับทำเครื่องเงิน อีกครั้ง หลายครอบครัวทำเป็นอาชีพหลัก ขณะที่อีกหลายครอบครัวที่แม้จะประกอบอาชีพอย่างอื่น แต่ก็ทำเป็นอาชีพเสริมนอกเวลางานประจำซึ่งช่วยสร้างรายได้เป็นอย่างดี
 
ในเวลาต่อมาทางชุมชนได้จัดตั้งศูนย์วิสาหกิจชุมชนเพื่อเปิดพื้นที่ทางการตลาดให้กับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพช่างเงิน พร้อมกันนี้ยังรวบรวมสล่าในชุมชนทั้งหมดร่วมกันสร้างอุโบสถเงินหลังแรกและหลังเดียวของโลกให้เกิดขึ้นภายในวัดศรีสุพรรณ อุโบสถเงินหลังนี้นอกจากจะมีความหมายในเชิงการ  เป็นสัญลักษณ์ของการร่วมแรงร่วมใจภายในชุมชน ยังกระตุ้นจิตสำนึกรักภูมิปัญญาของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี  


กลับหน้าเดิม กลับขึ้นด้านบน